Lionel Messi ปิดบทหนึ่งของทีมชาติอาร์เจนตินาด้วยเส้นทางที่เต็มไปด้วยทั้งความผิดหวังและความยิ่งใหญ่ ตั้งแต่เดบิวต์ในปี 2005 ไปจนถึงการพาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์โลก โกปา อเมริกา และช่วงเวลาที่ทำให้ชื่อของเขาถูกจดจำในหน้าประวัติศาสตร์ของทีมชาติ
การประกาศอำลาทีมชาติของ Messi ในวันจันทร์เกิดขึ้นหลังความพ่ายแพ้ 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ต่อสเปนเพียงสองวัน และการเสียชีวิตของ Jorge Messi บิดาของเขาเมื่อวันที่ 8 ส.ค. ยิ่งตอกย้ำว่าทุกช่วงเวลาของเขากับ la Albiceleste เดินมาถึงจุดสิ้นสุดของบทสำคัญ

เดบิวต์ปี 2005 และเริ่มต้นด้วยใบแดง
Messi ลงเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนตินาเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2005 ในเกมกระชับมิตรกับฮังการีที่บูดาเปสต์ และเกมนั้นเปิดตัวแบบช็อกไม่น้อย เมื่อเขาถูกไล่ออกด้วยใบแดงโดยตรงไม่กี่วินาทีหลังลงมาเป็นตัวสำรองครึ่งหลัง
แม้จะเริ่มต้นไม่สวย แต่วันนั้นคือจุดเริ่มต้นของการรับใช้ทีมชาติยาวนานกว่าสองทศวรรษ และเป็นจุดเริ่มของเรื่องราวที่เปลี่ยนภาพจำของอาร์เจนตินาไปตลอดกาล

เวิลด์คัพครั้งแรกในปี 2006
วันที่ 16 มิ.ย. 2006 Messi สร้างหมุดหมายสำคัญในฟุตบอลโลกครั้งแรกของเขา ด้วยการลงจากม้านั่งสำรองในเกมรอบแบ่งกลุ่มกับเซอร์เบียและมอนเตเนโกรนาทีที่ 74 ก่อนจะทำประตูได้เพียงไม่กี่นาทีหลังจากลงสนาม
เขาจบเกมด้วย 1 ประตู 1 แอสซิสต์ และช่วยให้อาร์เจนตินาชนะ 6-0 นี่คือการประกาศตัวบนเวทีโลกของดาวเตะที่ต่อมาจะกลายเป็นศูนย์กลางของทีมชาติในยุคยาวนานที่สุดยุคหนึ่ง

รอบชิงปี 2014 และความพ่ายแพ้ที่ผลักให้กลับมาแกร่งกว่าเดิม
ฟุตบอลโลก 2014 เป็นครั้งแรกที่ Messi ได้ยืนในรอบชิงชนะเลิศกับอาร์เจนตินา แต่ทีมของเขาพ่ายเยอรมนีจากประตูช่วงต่อเวลาพิเศษของ Mario Götze
แม้จะผิดหวังในนัดชิง Messi ยังคว้า Golden Ball จากผลงานตลอดทัวร์นาเมนต์ โดยทำ 4 ประตู 1 แอสซิสต์จาก 7 เกม และจากจุดนั้นเขาให้คำมั่นว่าจะกลับมาเพื่อคว้าแชมป์โลกให้ได้ ซึ่งสุดท้ายเขาทำสำเร็จในอีก 8 ปีต่อมา

เลิกทีมชาติครั้งแรกหลังแพ้ชิลีในโกปา อเมริกา 2016
หลังแพ้ชิลีในนัดชิงโกปา อเมริกา 2016 Messi ประกาศขอถอยออกจากทีมชาติอาร์เจนตินาในโซนสัมภาษณ์แบบกะทันหัน เขาบอกว่า “My thinking right now and thinking about it in the locker room, I'm done playing with the national team,” และย้ำว่าตัวเองพยายามทุกทางแล้วแต่ยังไม่อาจพาทีมคว้าแชมป์ได้
การตัดสินใจครั้งนั้นสะเทือนทั้งสื่อและแฟนบอล แต่เส้นทางยังไม่จบ เพราะเขากลับมารับใช้ทีมชาติอีกครั้ง และต่อยอดไปสู่การคว้าแชมป์สำคัญในช่วงปีหลังจากนั้น

แชมป์โกปา อเมริกา 2021 ที่มาราคานา
หลังพลาดแชมป์ในปี 2007, 2015 และ 2016 ในที่สุด Messi ก็ได้ยกถ้วยโกปา อเมริกา 2021 ในฐานะกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา
อาร์เจนตินาชนะบราซิล 1-0 ที่สนามประวัติศาสตร์ Maracanã ในรีโอเดจาเนโร และหยุดช่วงเวลารอคอยถ้วยรางวัลของทีมชาติที่ยาวนาน 28 ปีลงได้สำเร็จ นี่คือหนึ่งในภาพจำที่แข็งแรงที่สุดของ Messi กับเสื้ออาร์เจนตินา

ฟุตบอลโลก 2022 และวันที่อาร์เจนตินากลับไปเป็นแชมป์โลก
ฟุตบอลโลก 2022 ในกาตาร์คือช่วงเวลาที่ Messi นำอาร์เจนตินาขึ้นถึงจุดสูงสุดอีกครั้ง เขาทรุดลงกับพื้นด้วยความโล่งใจหลัง Gonzalo Montiel ยิงจุดโทษตัดสินให้ชนะฝรั่งเศส และพาทีมคว้าแชมป์โลกสมัยแรกในรอบ 36 ปี
ในรอบชิง Messi ยิงได้ 2 ประตูในเวลาแข่งขันปกติ และรับหน้าที่สังหารจุดโทษลูกแรกของการดวลเป้า เขามีส่วนกับเกมในฐานะกัปตันอย่างชัดเจน และนั่นกลายเป็นรางวัลสูงสุดในอาชีพทีมชาติของเขา
ประตูใส่เม็กซิโกที่พลิกทางเดินของทัวร์นาเมนต์
ก่อนจะไปถึงแชมป์โลก อาร์เจนตินาเกือบตกรอบในเกมกับเม็กซิโก และ Messi คือคนที่เปลี่ยนทางเกมนั้น
เขายิงด้วยซ้ายในนาทีที่ 64 ให้ทีมออกนำ 1-0 ก่อนอาร์เจนตินาจะชนะ 2-0 และประตูลูกนั้นช่วยปลุกทีมทั้งชุดให้กลับมามีชีวิตในทัวร์นาเมนต์จนเดินทางไปถึงถ้วยแชมป์ในท้ายที่สุด
ฟุตบอลโลก 2026 กับสถิติประตูสูงสุดตลอดกาลและเกมกับออสเตรีย
Messi ลงเล่นฟุตบอลโลก 2026 ในวัย 39 ปี และยังคงสร้างเรื่องใหม่ได้อีกครั้ง เมื่อเขายิงใส่ออสเตรียในรอบแบ่งกลุ่มจนขึ้นไปเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลกที่ 18 ประตู
ก่อนเกมนี้เขามี 16 ประตูจากการทำแฮตทริกในนัดเปิดสนามกับแอลจีเรีย และในเกมกับออสเตรียแม้พลาดจุดโทษตั้งแต่ช่วงต้น เขายังแก้ตัวด้วยการทำได้ 2 ประตู ขณะที่ Kylian Mbappé แซงจบเส้นทางทัวร์นาเมนต์ด้วยสถิติรวม 22 ประตู
ชัยชนะเหนืออังกฤษและทางสู่รอบชิงในปี 2026
อีกหนึ่งเกมที่แฟนบอลอาร์เจนตินาจะจำได้คือชัยชนะ 2-1 แบบคัมแบ็กเหนืออังกฤษในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ซึ่ง Messi มี 2 แอสซิสต์ในเกมนั้น
เขากล่าวถึงชัยชนะนี้ว่า “Although it was just one match, we experienced some special moments,” และเสริมว่ากองเชียร์ต้องการชัยชนะเหนืออังกฤษเป็นพิเศษเพราะความหมายของเกมนี้ในรอบรองชนะเลิศและการพาทีมกลับไปสู่รอบชิงอีกครั้ง
ปิดฉากด้วยความพ่ายแพ้ต่อสเปนในรอบชิงฟุตบอลโลก 2026
รอบชิงฟุตบอลโลก 2026 จบลงด้วยความพ่ายแพ้ 1-0 ต่อสเปน และกลายเป็นบทสรุปที่เจ็บปวดของเส้นทางทีมชาติ Messi
เขาฝืนทั้งสภาพร่างกายและอารมณ์เกิน 120 นาทีเพื่อพยายามพาอาร์เจนตินาไปให้ถึงการป้องกันแชมป์ แต่สุดท้ายทีมก็ไปไม่ถึงเป้าหมาย แม้ผลลัพธ์จะไม่เป็นใจ ทว่าทัวร์นาเมนต์นี้ยังตอกย้ำสถานะของเขาในฐานะผู้เล่นที่สร้างประวัติศาสตร์ได้จนถึงวันสุดท้าย
มรดกที่ Messi ฝากไว้กับอาร์เจนตินา
ตลอดเวลากว่า 20 ปีในทีมชาติ Messi พาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์โลก 1 สมัย โกปา อเมริกา 2 สมัย เหรียญทองโอลิมปิก และ Finalissima 1 สมัย ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าชื่อของเขาไม่ได้อยู่แค่ในฐานะซูเปอร์สตาร์ แต่เป็นแกนกลางของยุคสมัยทั้งยุค
จากใบแดงในวันเดบิวต์ ไปจนถึงการเป็นเจ้าของสถิติประตูสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลก เส้นทางของ Messi กับอาร์เจนตินาคือชุดของช่วงเวลาที่เปลี่ยนความทรงจำของประเทศทั้งประเทศให้กลายเป็นประวัติศาสตร์ฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบที่สุดบทหนึ่ง
























